0

Alpaca สัตว์ต่างแดนแสนน่ารัก

15       

…A l p a c a…

       วันนี้จะพาเพื่อนๆไปรู้จักกับสัตว์น่ารักต่างแดนที่ใครๆก็เป็นต้องหลงรักเป็นแน่นั้นก็คือ Alpaca ภาษาไทยเรียกว่า อัลปาก้า เป็นสัตว์เลี้ยงที่ฮอตฮิตมากของเหล่าดาราฮอลลีวู้ดเลยทีเดียว

        อัลปาก้า สัตว์เลี้ยงขนปุยแสนน่ารักหาดูยากข้ามน้ำข้ามทะเลมาให้คนไทยได้ชมแห่งแรกแห่งเดียวในประเทศไทยที่อำเภอ สวนผึ้ง จังหวัด ราชบุรี โดยพันตรีหม่อมราชวงศ์พีรานุพงศ์ ภาณุพันธุ์ ได้เป็นคนริเริ่มนำตัวอัลปาก้ามาเพาะเลี้ยงในประเทศไทย โดยได้สายพันธุ์มาจากประเทศออสเตรเลีย และได้ก่อตั้งอัลปาก้าฮิลล์ (Alpaca Hill) ขึ้นมาเป็นฟาร์มเพาะเลี้ยงและจำหน่ายซึ่งเปิดเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2555 ทั้งนี้เพื่อให้คนไทยได้มีโอกาสชมและสัมผัสกับเจ้าอัลปาก้าอย่างใกล้ชิดโดยที่ไม่ต้องไปไกลถึงต่างประเทศให้เสียเวลาเลยคะ อีกทั้งทางฟาร์มตั้งใจว่าอีก3-5ปีข้างหน้า คนไทยจะได้นำอัลปาก้าไปเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านอย่างสุนัขและแมวอีกด้วย

มารู้จักอัลปาก้ากันดีกว่า…
         อัลปาก้ามีสองชนิด ได้แก่ suri และ huacaya ซึ่ง suri จะให้เส้นใยยาวและนุ่มเหมือนเส้นไหม มีลักษณะเหมือนเส้นดินสอ ส่วน huacaya ให้เส้นใยที่สั้น หนาแน่น เหมือนขนแกะ ให้ความรู้สึกเหมือนผ้าขนสัตว์
อัลปาก้ามีเท้าอ่อนนุ่ม ทำให้ไม่ทำลายทุ่งหญ้า อัลปาก้าไม่มีฟันด้านหน้า ส่วนสูงโดยเฉลี่ย 125 เซนติเมตร และหนักระหว่าง 60 ถึง 80 กิโลกรัม อัลปาก้านั้นตัวเล็กและเชื่องพอที่จะสามารถเดินทางในกระบะ และสัมผัสกับมนุษย์ได้
อัลปาก้ามีช่วงชีวิตระหว่าง 15 ถึง 20 ปี ดังนั้นไม่ว่าใครก็สามารถเลี้ยงอัลปาก้าได้เป็นระยะเวลานาน
ระยะเวลาตั้งครรถ์ของอัลปาก้าอยู่ที่ 11 ถึง 12 เดือน และให้กำเนิดลูกที่ละตัว
        เส้นใยจากอัลปาก้าหรือขนของอัลปาก้านั้นมี 22 สี อัลปาก้าสามารถตัดขนได้ปีละครั้ง  ซึ้งขนของมันสามารถเอามาทำเป็นเครื่องนุ่งห่มหรือเครื่องประดับที่หรูหราได้เลยไม่ว่าใคนก็สามารถเลี้ยงอัลปาก้าได้ ใครๆ ก็สามารถเลี้ยงอัลปาก้าได้
lri Alpaca
           อัลปาก้าที่ต่างประเทศนั้นจะโด่งดังเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆมากเพราะอัลปาก้านั้นนอกจากจะเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านแล้วก็ยังมีคนนำมาสร้างเป็นเกม การ์ตูนในนิยายต่างๆ รวมถึงตุ๊กตาที่น่ารักๆด้วยซึ่งจะแตกต่างจากประเทศไทยซึ่งน้อยคนนั้นจะรู้จักอัลปาก้าว่าคือสัตว์อะไรหน้าตาแบบไหน จนทางฟาร์ม Alpaca Hill ได้มีการนำเจ้าอัลปาก้าปุกปุยนี้เข้ามายังประเทศไทยแห่งแรกและแห่งเดียวในไทย ฟาร์มAlpaca Hill ในแถบเอเชียถือว่าเป็นฟาร์มที่ใหญ่เป็นอันดับ2 รองจากประเทศญี่ปุ่นเลยแตกต่างกันตรงที่ปริมาณอัลปาก้าเท่านั้นที่ญี่ปุ่นมีประมาณ100กว่าตัว แต่ที่ไทยเพิ่งจะนำเข้ามาแค่50 ตัวเท่านั้น ปกติเจ้าตัวอัลปาก้าที่ฟาร์มแห่งนี้นั้นจะจำหน่ายอยู่ที่ 6-7 หลัก ซึ่งถือว่าแพงมาก แต่ถ้าเทียบกับต่างประเทศจะมีสายพันธ์ุชั้นดีราคาต่อตัวอยู่ที่ 5-6 แสนเหรียญ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 15 ล้านบาทเลยทีเดียว เท่ากับรถสปอตคันนึงได้เลยค่ะ ซึ่งคนธรรมดานั้นไม่สามารถซื้อเจ้าปุกปุยนี้มาเลี้ยงได้เป็นแน่ 
2
         แต่อย่าเพิ่งเสียใจไป..ที่ฟาร์มAlpaca Hill แห่งนี้ก็ได้เปิดให้คนไทยที่หลงรักเจ้าอัลปาก้านี้ให้ได้ชมกันอย่างใกล้ชิดได้สัมผัสกับความน่ารักอย่างเต็มอิ่มซึ่งที่นี้มีกิจกรรมการให้อาหารอัลปาก้าด้วย ใครที่ผ่านมาที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรีแห่งนี้ฟาร์มAlpaca Hill ก็ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวน่ารักแห่งหนึ่งที่น่าสนใจเหมาะสำหรับจะพาครอบครัวมาเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ เก็บภาพความทรงจำน่ารักๆได้เลยที่นี้
       โดยทางฟาร์มจะเปิดเวลาทำการ
วันศุกร์  เวลา 9.30-17.30
เสาร์ – อาทิตย์  เวลา 8.00-17.30
       จะต้องทำการสำรองบัตรก่อนชมไว้ล่วงหน้าโดยการจองทางระบบออนไลน์เท่า นั้นโดยแต่ละวันจะเปิดให้เข้าชมเพียงแค่200ท่านต่อวันเท่านั้น เพราะทางฟาร์มเกรงว่าสัตว์ที่อยู่ในฟาร์มจะติดเชื้อได้และอาจตายซึ่งไม่เป็นผลดีต่อฟาร์ม
       บัตรเข้าชมฟาร์มจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือบัตรธรรมดา และบัตรวีไอพี
ข้อแตกต่างบัตรธรรมดาและบัตรวีไอพีคือ บัตรธรรมดาจะได้ชมแค่รอบนอกที่ทางฟาร์มจำกัดไว้ไม่สามารถเข้าไปสัมผัสใกล้ชิดกับอัลปาก้าได้ซึ่งแตกต่างจากบัตร วีไอพีที่สามารถเข้าไปเล่น สัมผัส กอด ให้อาหารเจ้าอัลปาก้าได้อย่างใกล้ชิดสนุกสนาน
สามารถติดต่อได้ที่  www.alpacahill.com       
         อัลปาก้าถือว่าเป็นสัตว์เลี้ยงสายพันธุ์หนึ่งที่น่ารักและหาชมได้ยาก ซึ่งเราควรจะอนุรักษ์ไว้ ไม่ว่าสัตว์อะไรก็ตามเราควรจะรักและอ่อนโยนต่อมันให้มากๆรักมันให้เหมือนกับมันเป็นครอบครัวเดียวกับเรา
318928_3845069533759_626205731_n
อ้างอิงจาก : เว็บไซต์ http://www.alpacahill.com/
                                http://www.chillpainai.com/scoop/829/อัลปาก้าฮิลล์-Alpaca-Hill-ชมสัตว์น่ารักหายาก-อัลปาก้า-ที่สวนผึ้ง/
                                http://boshit.exteen.com/20121022/76-alpaca-hill?n=y
จัดทำโดย : นางสาว นันท์นภัส คงธเนศ 
Advertisements
0

เพนกวินน้อยแห่งโลกน้ำแข็ง

         ชีวิตของนกน้อย.. เจ้าเพนกวิน

นกเพนกวินถือว่าเป็นสัตว์ประเภทนกแต่ไม่สามารถบินได้ มันเก่งและมีความสามารถในการว่ายน้ำที่รวดเร็ว เดิน และ กระโดด เป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในที่มีความหนาวจัด เย็นจัด ชอบความหนาวจึงอาศัยอยู่ทางขั้วโลกเหนือที่มีน้ำแข็งและความเหน็บหนาวสูงมาก แต่ถือว่าเป็นสัตว์ที่ตัวเล็กมากเช่นกัน ในกลุ่มที่เป็นสัตว์ขั้วโลกเหนือ ถ้าเปรียบเทียบกับสัตว์ตัวใหญ่ที่ดูแล้วน่าจะทนความเหน็บหนาวได้มากกว่า เช่น หมีขั้วโลก แมวน้ำ และหมาป่าเป็นต้น ซึ่งสัตว์พวกนี้มีความใหญ่ น่ากลัว และ ดุร้าย ต่างจากนกเพนกวินที่น่ารักไม่ว่าจะด้วยลักษณะท่าทาง รูปร่าง การใช้ชีวิตดำรงในทุก ๆ วัน

ความเป็นอยู่ของนกเพนกวินนั้นมีการหาอาหารโดยการที่พ่อแม่ของลูก ๆ ที่เพิ่งจะเกิดนั้นออกไปหาอาหารมาให้ลูกน้อยที่คอยอยู่ ถ้าแม่ออกไปหาอาหารให้ลูกลูกน้อยจะอาศัยอยู่ในความดูแลของพ่อที่อยู่บริเวณแถว ๆ นั้น การกินอาหารของลูกน้อยพ่อกับแม่จะออกไปหาอาหารที่เป็นสัตว์เล็ก เช่นจำพวก กุ้ง หอย หรือว่าปูขนาดเล็ก ๆ โดยการที่มาคายอาหารออกจากปากส่งต่อให้กับลูกน้อยได้อิ่มท้อง การหาอาหารของนกเพนกวินจะต้องออกลงไปในน้ำที่มีความหนาวเย็นมากและลึกถึง 50 เมตร ดำพุดดำว่ายเพื่อให้ได้อาหารมา

images

             นกเพนกวินใช้การส่งเสียงเพื่อการติดต่อสื่อสารกันเองเปรียบเหมือนกับคนที่พูดคุยกันแต่เราไม่สามารถฟังออกหรือพูดคุยกับมันได้ การสืบพันธ์ของนกเพนกวินนั้นจะสืบพันธ์ได้ตั้งแต่มีอายุครบสามปี ส่วนมากจะสืบพันธ์บนแผ่นน้ำแข็งตั้งแต่ชายฝั่งทะเลห่างออกไปจนถึง 18 กิโลเมตร นกเพนกวินเป็นสัตว์ที่ออกลูกเป็นไข่ โดยจะมีการสืบพันธ์ในส่วนของฤดูใบไม้ผลิ ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น การสร้างรังของมันในการฟักไข่นั้นมันใช้ใบไม้ ใบหญ้า ก้อนหิน ทำเป็นรัง มักจะวางไข่จำนวนครั้งละ 1 – 3 ฟอง จำนวนเวลาของการฟักไข่ทั้งหมด 39 วัน หรือ 1 เดือน กับ 9 วัน โดยที่พ่อนกเพนกวิกนั้นจะเป็นผู้ที่ดูแลไข่ หรือ ฟักไข่นั่นเอง

การฟักไข่ของลูกน้อยก่อนจะออกมาจากเปลืองไข่นั้นจะต้องใช้เวลานาน 2 – 3 วันจึงจะสามารถออกมาดูโลกภายนอกเพราะว่าความหนาของเปลือกไข่มันหนามาก หน้าตาอันน่ารักของลูกน้อยนกเพนกวินจะมีขนที่อ่อนฟูปกคลุมอยู่ทั่วทุกส่วนของร่างกายแต่ยังไงก็ตามด้วยความที่เป็นลูกน้อยยังจำเป็นต้องอาศัยความดูแลจากพ่อแม่ของมันอยู่ดี ต้องอาศัยไออุ่น ความอบอุ่นของพ่อแม่ มันต้องรอแม่ที่ออกไปหาอาหารมาให้ โดยมีพ่อของมันที่เป็นคนฟักไข่ดูแลอยากทะนุถนอม การเลี้ยงดู การตั้งไข่ของนกเพนกวินดูแล้วแตกต่างจากมนุษย์ที่มีแม่เป็นคนตั้งท้องจนครบ 9 เดือน และมีพ่อที่ออกไปหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว

FT.0146-00_P

Penguin1-431x300

                นกเพนกวินไม่เป็นแต่ผู้ออกหาอาหารในขั้วโลก แต่ต้องระวังตนเองให้รอดพ้นจากสัตว์ใหญ่ที่ดุร้ายและน่ากลัว ได้แก่แมวน้ำเสือดาว ที่ไม่ว่านกเพนกวินจะออกไปหาอาหารหรือเผลอลงไปในน้ำมันจะคอยไล่ล่าเจ้านกเพนกวินน้อยทันที รวมไปถึงสัตว์ประเภทปลาที่ตัวใหญ่มาก ๆ แค่ชื่อของมันก็น่ากลัวแล้ว คือเจ้าปลาวาฬเพชฌฆาต เช่นเดียวกัน

นกเพนกวินเป็นสัตว์ที่น่ารัก เป็นสัตว์ที่เด็ก ๆ รู้จัก ไม่ว่าจะเป็นตัวจริง การ์ตูน ตุ๊กตา เป็นสัตว์ที่สามารถนำเข้ามาอยู่ใกล้กับมนุษย์ได้ แต่ก็จะอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ ที่ถูกต้องและได้รับการอนุญาติแล้ว ด้วยความที่ตัวเล็กและเป็นสัตว์ที่อยู่ไกลไปจากมนุษย์มาก จึงเป็นที่สนใจของเด็ก ๆ ถ้าหากได้เห็นตัวจริงมันจะเป็นเรื่องที่ตื่นเต้นมาก ๆ ของเด็ก ๆ มันเป็นสัตว์ที่ไม่ดุร้าย แถมยังทำตัวน่ารักเวลามันเดินก็ตลกน่าเอ็นดูอีกด้วย     นกเพนกวินถูกสร้างมาเป็นการ์ตูนชื่อดังที่มีความเป็นมา การมีคู่ การหาอาหาร การหาคู่ จนถึงมีลูกตัวเล็ก ๆ เล่าเรื่องราวมากมายที่สนุกสนานมีตัวละครมาเพิ่มเติมเสริมแต่งให้เด็ก ๆ หรือผู้คนดูแล้วเกิดความเพลิดเพลินทำให้เข้าใจในการดำรงชีวิตของนกเพนกวินสัตว์แห่งเมืองน้ำแข็งได้ดีมากขึ้น สามารถเข้าไปชมความน่ารัก ๆ ของการ์ตูนภาพยนตร์ที่ได้รับตอบรับอย่างดีจากเรื่อง HAPPY FEET ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ การแต่งเนื้อหา การเล่าเรื่อง ของนกเพนกวินนั้น ลงตัวมาก สร้างความประทับใจได้อย่างดีทีเดียว ล่าสุด!!!! ได้มีภาค 2 ออกมาแล้ว..

250px-Happy_Feet            90_201110071431401.

การอนุรักษ์การดูแลรักษานกเพนกวินนั้นถือว่าเป็นเรื่องยากที่มนุษย์อย่างพวกเราคนธรรมดาจะช่วยได้ แต่ยังถือว่าโชคดีที่บนโลกมีหน่วยนักวิจัยอเมริกาเหนือที่คอยช่วยเหลือให้ความร่วมมือกัน ทำให้ชีวิตของสัตว์ตัวน้อย ๆ อย่างนกเพนกวินนั้นรอดพ้นจากสิ่งต่าง ๆ ที่จะทำให้สัตว์พวกนี้ไม่สูญพันธ์ไปได้ แต่การทำงานของพวกเขานั้นต้องอาศัยความเก่งและความสามารถอย่างสูงที่ต้องทำงานต้องพยายามแข่งกับเวลาในการช่วยเหลือนกแพนกวิน  นกเพนกวินจำนวนมากมีชีวิตอยู่ที่ดีเพราะได้รับการช่วยเหลือจากนักวิจัยเหล่านี้แต่ทว่าก็มีนกเพนกวินตัวน้อย ๆ อีกจำนวนมาก ที่ต้องสู้ชีวิต เอาชีวิตของตัวเองให้รอดปลอดภัยได้

อ้างอิงมาจากเว็บไซต์ :http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B4

https://sites.google.com/site/nkphenkwin/

 

53017719 นางสาวกันต์กมล บพิตรพิทักษ์

0

นกอินทรีย์ เพรชฆาตกลางเวหา

I belive,Ican fine

________________

ฉันเชื่อว่าฉันบินได้

20632_full

☀ นกอินทรีย์   เพรชฆาตกลางเวหา 

         เมื่อเราเอยหรือกล่าวถึงถึงนกอินทรีย์ เราก็จะนึกถึงนกที่รูปร่างใหญ่โต มีรูปร่างหรือปีกอันสง่างามกว่าบรรดาประเภทสัตว์เดียวกันและกรงเล็บที่ทรงพลังมหาศาล แต่จะะมีใครรู้หรือไม่ว่า มันมีช่วงชีวิตที่เป็นอุปสรรคใหญ่หลวงของมัน
669886-img-1365393205-3นกอินทรีย์เป็นสัตว์ทีมีอายุยาวนานที่สุดในโลก มันมีช่วงอายุนานถึง 70 ปี นกอินทย์พออายุ 40 ปี ปากของมันจะง้องุ้มจะรับประทานอะไรก็ลำบาก เล็บที่เราเห็นที่แหลมคมทรงพลังเมื่อถึงวัยของมัน ก็จะยาวง้อมากจะจับกินสัตว์อะไรก็ไม่ได้ ส่วนขนที่หนานุ่มอันสง่างามก็มีอุปสรรคมากเลยทีเดียวทำให้มันบินแต่ละครั้งก็ลำบากต้องพยุงตัวเองให้ถึงฝั่งให้ได้ ต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินช่วงชีวิตยาวนานถึง 5 เดือน  ชีวิตมันจึงมีทางเลือก 2 ทางในการตัดสินใจ คืออีกทางหนึ่ง ฆ่าตัาตาย  ส่วนทางเลืกสุดท้ายคือ ต้องอดทนและต่างผ่านบททดสอบชีวิตนี้ไปให้ได้กระบวนเหล่านี้ต้องกินเวลานาน และมันจะต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสสากรรจ์ กระบวนการดำรงชีวิตของมันจะเป็นไปอย่างช้าๆเรื่อยๆและสิ้นสุดเมื่อมันครบ 5 เดือน ของชีวิตมัน เมื่อช่วงชีวิตมันหลุดพ้นหลัง 5 เดือนแล้ว นกอินทรีย์จะประสบความสำเร็จในชีวิตของมันและจะได้รับรางวัลที่ตอบแทนได้สมน้ำสมเนื้อกับสิ่งที่มันพยายามและอดทนในช่วง 5 เดือน การที่มันได้รับรางวัลของมันคือ ปากที่งอกออกมาใหม่และสวยกว่าเดิม เล็บที่จะงอกออกมาใหม่จะแหลมคมแข็งแรงกว่าเดิมเหมาะแก่การล่าสัตว์ หาอาหาร เหมาะแก่การดำรงชีวิต และมันจะมีช่วงชีวิตอีกต่อไปถึง 30 ปีและจะเป็น 30 ปีที่สง่างามและมีเกียรติ์ มันจะบินสู่ท้องฟ้ากันอีกครั้ง แต่ถ้าหากมันไม่ผ่านบททดสอบในการอดทนต่ออุปสรรคในชีวิตมัน มันก็ไม่สามารถมาถึงจุดนี้ได้ มีนกอินทรีย์หลายตัวมากที่ผ่านบททดสอบนี้ไปและก็มีจำนวนมากมหาศาลเช่นกัลที่ไปไม่ถึงจุดหมายของชีวิต
                                             จากชีวิตของมันทำให้เราเรียนรู้ว่า 

          หลาย ๆ ครั้งเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป เราต้องมีขั้นตอนกระบวนการเปลี่ยนแปลงตนเอง บางครั้งเราต้องลืมอดีตที่ขมขื่น นิสัยเก่า ๆ ที่เคยชิน ความผิดหวังต่าง ๆ ดังนั้นเราจำเป็นต้องปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระจากนิสัย หรือสภาพแวดล้อมเดิมๆเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างราบรื่นในปัจจุบัน

662366-topic-ix-2520533520536

 อ้างอิงจากhttp://atcloud.com/stories/19669

 ภาพอ้างอิงhttp://atcloud.com/stories/19669

www.apichoke.me

board.postjung.com

www.clipmass.com

 เรียบเรียง : พรรวี เรือนไทย

0

สุนัขที่หายากที่สุดในโลก…

สุนัขที่หายากที่สุดในโลก…

ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสุนัข นับว่าเป็นเพื่อนคู่หูกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สุนัขเป็นสัตว์ที่มีหลายสายพันธุ์ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์ก็จะมีลักษณะทั่วไปและลักษณะเฉพาะที่ต่างกันออกไป แต่ลักษณะโดยรวมของสุนัขทั่ว ๆ ไปแล้ว สุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ออกลูกเป็นตัว มีขนสั้นหรือยาวแตกต่างไปตามสายพันธุ์ บางตัวอาจมีขนสีดำ สีน้ำตาล  สีขาว บางตัวอาจมีหลายสีปะปนกัน  สุนัขมีสัญชาตญาณของตนเอง  และมีสัญชาตญาณการอยู่ร่วมกับเจ้าของ สุนัขรักและเชื่อฟังต่อเจ้าของของมัน จึงทำให้สุนัขกับคน อยู่ร่วมกันด้วยความเป็นมิตร ความผูกพันธ์ เสมือนว่าเป็นสายพันธ์เดียวกัน เพราะในยามที่เราต้องอยู่คนเดียว ในความเหงา หรือ อ้างว้าง สุนัขก็จะเป็นเพื่อนที่อยู่ข้างกายเราตลอดเวลา  สุนัขให้ความสำคัญต่อเจ้าของของมันมาก มันรักและจะเทิดทูนเจ้าของๆ มัน ถึงขนาดบางตัวยอมตายแทนได้

ปัจจุบันสุนัขก็ยังคงเป็นอันดับหนึ่ง ที่ถ้าถามถึง ‘สัตว์เลี้ยง’ คงต้องคิดถึง ‘สุนัข’ เป็นอันดับแรก มันคงยังเป็นสัตว์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะมันมีความน่ารัก ความฉลาด และความสัญชาตญาณความผูกพันธ์ต่อเจ้าของ

ซึ่งวันนี้ เราก็ได้นำ  สุนัขที่หายากที่สุดในโลก  มาฝากเพื่อนๆ กัน ซึ่งเป็นสุนัขทีี่เหลือเพียงไม่กี่ตัวบนโลกของเราแล้ว มันมีชื่อว่า  ‘โลเชน ‘ …

27-9-11

สุนัขพันธ์ที่หายากทีสุดในโลก คือ สุนัขสายพันธ์โลเชน หรือที่เรียกว่า สุนัขสิงโต  ซึ่งในอดีตสุนัขพันธุ์นี้เป็นพันธุ์ที่ชนชั้นสูงในยุโรปเลี้ยง ลักษณะรูปร่างคล้าย ‘สิงโต’   จึงมีฉายาว่า สิงโต

สุนัขสายพันธ์โลเชน  ได้ถูกทำการบันทึกไว้ในปี ค.ศ 1969  โดยพบว่ามีเพียง 40 ตัวในโลกเท่านั้น โดยอาศัยอยู่ในประเทศเยอรมัน 32 ตัว / ในเบลเยี่ยมและเกาะอังกฤษประเทศละ 4 ตัว นับว่าค่อนข้างมีน้อย และเหลือไม่กี่ตัวบนโลก

Lowchen-โลเชน

        ลักษณะเฉพาะ

         สุนัขโลเชนเป็นสุนัขที่มีขนาดกะทัดรัด ตัวเล็กน่ารัก มีขนยาว นุ่ม สีขนไม่แน่นอน จะแตกต่างกันออกไป

        นิสัยเฉพาะ

สุนัขโลเชน เป็นสุนัขที่เป็นมิตร อารมณ์ดี ร่าเริง มีชีวิตชีวา จงรักภักดี สามารถฝึกฝนและอบรมได้

         ลักษณะที่อยู่อาศัย

โลเซนมีขนาดตัวเล็กอยู่แล้ว พื้นที่รอบๆ ที่อยู่อาศัยที่จะให้สุุนัขอยู่นั้น จึงไม่เป็นปัญหา

       

     สุขภาพร่างกาย

สุนัขพันธ์นี้มีปัญหาเกี่ยวกับ  หัวเข่า และปัญหาเกี่ยวกับสายตา เช่น โรคต้อกระจก , จอประสาทตาเสื่อมต่างๆ

 

อ้างอิงจาก  www.todayza.com  / www.dogilike.com

ผู้เรียบเรียง  น.ส เกศสรี เอี่ยมอำไพ  53009602

0

กุ้งแห่งสีสันใต้ท้องทะเล

Aquatic  animals

กุ้ ง แ ห่ ง สี สั น ใ ต้ ท้ อ ง ท ะ เ ล

 img_0188

               กุ้งเครย์ฟิชเป็นสัตว์ที่ไม่ได้มีถิ่นอาศัยอยู่ในประเทศไทย ข้อมูลของกุ้งเครย์ฟิชในบ้านเราก็มีไม่มากนัก ทั้งความรู้ใหม่ๆ ข้อมูลใหม่ๆเกิดขึ้นทุกวัน คนเลี้ยงที่เลี้ยงมานานไม่ได้หมายความว่ารู้ทุกเรื่อง คนที่เพาะกุ้งเก่งไม่ใช่คนรู้ทุกอย่าง เรื่องบางเรื่องคนเลี้ยงธรรมดาก็รู้มากกว่าคนเพาะอีก บางครั้งบางที่คนเพาะก็ไม่ได้จะใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเท่ากับคนเลี้ยงเพราะมีกุ้งเยอะ ตายไปก็ไม่เสียดาย สำหรับคนเลี้ยงจะรักและใส่ใจกับกุ้งทุกๆตัว จะสนใจนั่งดู เฝ้าสังเกตการณ์กิน การเดิน การหลบซ่อน การลอกคราบ จึงอยากถ่ายทอดข้อมูลที่รู้มาและศึกษามาเผยแพร่รวมถึงจากประสบการณ์ให้ทุกคนได้รับรู้กัน จึงมีข้อมูลในหลายๆแง่มุม ภายใต้คอนเซปของบทความ”ให้ความรู้และไม่แสวงหาผลกำไร เพราะที่เขียนเป็นเพราะใจรักจริงๆ” ดังนั้นในเนื้อหานี้จะเป็นการให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสายพันธุ์ของเครย์ฟิชที่ได้รับความนิยมและมีการนำเข้ามาในประเทศไทย

เครย์ฟิชนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างไปจากสัตว์น้ำทั่วๆไป นั่นก็คือ การเจริญเติบโตที่ใช้วิธีการลอกคราบจะมีสิ่งที่ดึงดูดใจผู้เลี้ยงเกิดขึ้นมากมาย เช่น ขนาดของก้ามที่ใหญ่และยาวขึ้น สีสันของกุ้งที่เปลี่ยนแปลงไป สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ใครหลายๆคนต้องหลงใหลอย่างชนิดที่ว่า เลี้ยงตัวเดียวไม่พอ โดยปกติแล้วเครย์ฟิชนั้นเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างหวงถิ่น มีอาณาเขตที่ครอบครองอยู่ในรัศมีวงกลมประมาณ 40 เซนติเมตร เป็นสัตว์ที่หากินกลางคืน มีการปรับตัวและทนต่อสภาพอากาศในบ้านเราได้ดี ทนต่อคลอรีน เลี้ยงง่ายขอแค่มีภาชนะใส่น้ำให้กว้างพอ มีปั๊มลมให้อากาศ อาหารการกินก็สนง่าย กินได้ทั้งพืชผักและเนื้อสัตว์ กินได้สารพัดไม่แพ้คน ส่วนใหญ่คนจะให้กินเป็นประจำก็คือ สาหร่าย ใบบัวบก ผักบุ้ง และแครอท ส่วนอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ เช่น หนอนแดงแช่แข็ง กุ้งฝอยต้ม เนื้อปลา เป็นต้น นอกจากนี้สำหรับผู้เลี้ยงที่ต้องการความสะดวก ก็มีอาหารสำเร็จรูปให้เลือกมากมายและคุณภาพใกล้เคียงกันด้วย แต่ทั้งนี้อาหารแต่ละชนิดก็ส่งผลทำให้เครย์ฟิชแต่ละสายพันธุ์มีสีสันแตกต่างกัน เริ่มต้นมารู้จักสายพันธุ์แรกคือ สายพี(P) ซึ่งย่อมาจากตัวอักษรที่นำหน้าชื่อสกุล Procambarus ซึ่งเครย์ฟิชในสกุลนี้ที่นิยมเลี้ยงกันมากในบ้านเราก็คือ Procambarus clarkia , Procambarus alleni , Procambarus sp. ซึ่งทั้งสามสายพันธุ์นี้มีความแตกต่างกัน

j3lk7

             

           050110_crayfish_04

            ทุกวันนี้วงการเครย์ฟิชได้ขยายตัวกว้างขึ้นเรื่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีผู้เลี้ยงใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย แนะนำให้ซื้อตั้งแต่เล็กๆ เพื่อที่จะเลี้ยงไว้ดูการเจริญเติบโตได้นานๆ เลือกตัวที่ดูแข็งแรงสมบรูณ์และเพิ่มความรักและความใส่ใจในการเลี้ยงกุ้งสายพันธุ์นี้ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

……………………………………………………………….  

ข้อมูลอ้างอิงจาก : http://pet.kapook.com/view1517.html

: http://www.thaigoodview.com/node/101655

ภาพอ้างอิงจาก :  http://aqua.c1ub.net/forum/index.php?topic=149437.0

: http://www.lancer-club.net/forum/index.php?topic=104096.0

: http://pet.kapook.com/photo/crayfish_1676.html

เรียบเรียงโดย     :  วิลาวัณย์ ภาสกนธ์